คุณเคยสังเกตไหมว่า ทำไมบริษัทใหญ่ๆ อย่างเซ็นทรัล หรือ CP ถึงเปลี่ยนมาใช้บรรจุภัณฑ์สีเขียว? คำตอบคือ เศรษฐกิจหมุนเวียน เป็นแนวคิดที่ไม่ใช่แค่ช่วยโลก แต่ยังช่วยประหยัดเงินได้จริงๆ
ทีมงานหงส์ไทยพบว่า องค์กรที่เปลี่ยนมาใช้ระบบนี้ลดต้นทุนได้เฉลี่ย 25-40% และสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้แบรนด์อีกด้วย มาดูกันว่าเศรษฐกิจหมุนเวียนคืออะไร และทำไมถึงสำคัญกับธุรกิจยุคใหม่
หัวข้อย่อยมีอะไรบ้าง ?
เศรษฐกิจหมุนเวียนคืออะไร? อธิบายแบบง่ายๆ

ลองนึกภาพเศรษฐกิจแบบเดิมเป็นเส้นตรง : ซื้อวัตถุดิบ → ผลิต → ขาย → ลูกค้าใช้ → ทิ้ง
แต่เศรษฐกิจหมุนเวียนเป็นวงกลม : ซื้อวัตถุดิบ → ผลิต → ขาย → ลูกค้าใช้ → เก็บกลับมาใช้ใหม่
ง่ายๆ คือ “ไม่ทิ้ง แต่หาทางใช้ต่อ” ซึ่งประหยัดเงินและลดขยะได้ไปในตัว
หลักการง่ายๆ มี 3 ข้อ ได้แก่
- Reduce (ลดการใช้) – ใช้วัสดุให้น้อยที่สุดแต่ยังได้ประสิทธิภาพ
- Reuse (ใช้ซ้ำ) – หาวิธีใช้บรรจุภัณฑ์ครั้งที่ 2, 3, 4
- Recycle (รีไซเคิล) – เมื่อใช้ไม่ได้แล้ว ก็แปลงเป็นสิ่งใหม่
สถานการณ์ขยะบรรจุภัณฑ์ในไทย ตัวเลขที่น่าตกใจ
ประเทศไทยผลิตขยะบรรจุภัณฑ์ 2.5 ล้านตันต่อปี มากพอที่จะเทกองเป็นภูเขาเลยทีเดียว
แต่ที่น่าเศร้าคือ มีเพียง 25% เท่านั้น ที่ได้ถูกนำไปรีไซเคิล ส่วนที่เหลือ 75% มักจะถูกนำไปลงหลุมฝังกลบหรือเผาทำลาย ซึ่งก่อมลพิษและเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม
รัฐบาลได้เล็งเห็นปัญหานี้ และตั้งเป้าว่า ปี 2570 ต้องรีไซเคิลได้ 40% ซึ่งหมายความว่าธุรกิจที่เตรียมตัวแต่เนิ่นๆ จะได้เปรียบแน่นอน
รวมถึงตลาดบรรจุภัณฑ์รักโลกในเอเชียกำลังโตด้วยอัตรา 8.2% ต่อปี ซึ่งเป็นโอกาสทองสำหรับคนที่อยากขึ้นรถไฟขบวนนี้
หลักการ 3R พลิกโฉมบรรจุภัณฑ์สู่ความยั่งยืน
การออกแบบบรรจุภัณฑ์ในระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน ไม่ใช่แค่การทำให้รีไซเคิลได้ แต่เป็นการคิดให้ครบวงจรตั้งแต่ต้นทางเหมื่อนกับหลักการ 3R โดยยึดหลักการสำคัญ ดังนี้

- Reduce (ลดการใช้) การออกแบบที่ดีที่สุดคือการลดการใช้บรรจุภัณฑ์ที่ไม่จำเป็นลงให้มากที่สุด
- ลดขนาดและน้ำหนัก : ใช้วัสดุน้อยลงแต่ยังคงประสิทธิภาพในการปกป้องสินค้า
- เลิกใช้บรรจุภัณฑ์ชั้นนอกที่ไม่จำเป็น : เช่น พลาสติกหุ้มกล่องสินค้า หรือการห่อผักผลไม้ที่เกินความจำเป็น
- Reuse (ใช้ซ้ำ) เปลี่ยนบรรจุภัณฑ์แบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง (Single-use) ให้กลายเป็นบรรจุภัณฑ์ที่ใช้งานได้หลายครั้ง
- โมเดลรีฟิล (Refill Model) : ร้านค้าที่มีจุดให้ลูกค้านำภาชนะมาเติมสินค้าได้เอง เช่น สบู่เหลว แชมพู หรือธัญพืช
- โมเดลส่งคืน (Return Model) : บรรจุภัณฑ์ที่ผู้ผลิตเรียกคืนเพื่อนำไปทำความสะอาดและบรรจุใหม่ เช่น ขวดแก้วเบียร์ หรือภาชนะใส่อาหารแบบหมุนเวียนสำหรับบริการเดลิเวอรี
- Recycle (นำกลับมาใช้ใหม่) หากไม่สามารถลดหรือใช้ซ้ำได้ บรรจุภัณฑ์ต้องถูกออกแบบมาเพื่อให้รีไซเคิลได้ง่ายและมีประสิทธิภาพ
- ใช้วัสดุชนิดเดียว (Mono-material) : หลีกเลี่ยงการใช้วัสดุหลายชนิดประกอบกันที่แยกออกจากกันได้ยาก
- เลือกใช้วัสดุที่รีไซเคิลได้จริง : เช่น พลาสติกประเภท PET, HDPE หรือกระดาษกับบรรจุภัณฑ์กระดาษที่ไม่เคลือบฟิล์มพลาสติก
- ใช้ฉลากที่ลอกออกง่าย : เพื่อไม่ให้เป็นอุปสรรคต่อกระบวนการรีไซเคิล
วิธีออกแบบบรรจุภัณฑ์แบบหมุนเวียน 5 แนวทาง

1. ทำให้ทนทานกว่าเดิม
แทนที่จะใช้กล่องที่ใช้ครั้งเดียวแตก ลองเปลี่ยนเป็นกล่องพลาสติกแข็งแรงที่ใช้ได้ 50-100 ครั้ง
ตัวอย่างจริง : บริษัทขนส่งอาหารหลายแห่งใช้กล่องฉนวนความร้อนที่คืนได้ ลดต้นทุนบรรจุภัณฑ์ 60%
2. ออกแบบให้ใช้ซ้ำได้
คิดแบบ “กล่องนี้หลังลูกค้าแกะแล้ว จะเอาไปทำอะไรได้บ้าง?”
ตัวอย่าง : กล่องกระดาษที่พับได้เป็นที่เก็บของ หรือขวดแก้วที่สวยจนลูกค้าเก็บไว้ใส่ของในบ้าน
3. เลือกวัสดุที่รีไซเคิลง่าย
หลีกเลี่ยงบรรจุภัณฑ์ที่มีพลาสติก + กระดาษ + ฟอยล์ปนกัน เพราะแยกยาก เลือกใช้วัสดุเดียวในตัวบรรจุภัณฑ์จะดีกว่า เพราะยิ่งวัสดุน้อยชนิด ยิ่งรีไซเคิลได้ง่าย
4. ใช้วัสดุที่ย่อยสลายเอง
วัสดุจากธรรมชาติอย่างกระดาษจากไผ่ หรือพลาสติกจากแป้งมันสำปะหลัง ย่อยสลายเร็วและปลอดภัย
ข้อควรระวัง : ต้องคำนวณให้ดีว่าย่อยสลายหลังหมดอายุใช้งาน ไม่ใช่ก่อนถึงมือลูกค้า
5. ประหยัดวัสดุให้สุด
ออกแบบให้ใช้วัสดุน้อยที่สุดแต่ยังคุ้มครองสินค้าได้ดี เช่น เปลี่ยนจากกล่องหนาเป็นกล่องบางแต่แข็งแรงกว่า
หลักการ 3R พลิกโฉมบรรจุภัณฑ์สู่ความยั่งยืน
การออกแบบบรรจุภัณฑ์ในระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน ไม่ใช่แค่การทำให้รีไซเคิลได้ แต่เป็นการคิดให้ครบวงจรตั้งแต่ต้นทางเหมื่อนกับหลักการ 3R โดยยึดหลักการสำคัญ ดังนี้

มาตรฐาน ISO บรรจุภัณฑ์ยั่งยืน – การรับรองที่ต้องมี

- ISO 14001 : Environmental Management Systems เป็นมาตรฐานระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมที่องค์กรควรมีเพื่อแสดงความมุ่งมั่นด้านความยั่งยืน การมี ISO 14001 ช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือและเปิดโอกาสทางธุรกิจ
- Cradle to Cradle Certified เป็นการรับรองที่ประเมินผลิตภัณฑ์ตลอดวงจรชีวิต มุ่งเน้นการออกแบบให้วัสดุสามารถกลับเข้าสู่ระบบธรรมชาติหรือเทคโนโลยีได้อย่างปลอดภัย
- FSC (Forest Stewardship Council) ใช้สำหรับบรรจุภัณฑ์กระดาษ รับรองว่าวัตถุดิบมาจากป่าไม้ที่จัดการอย่างยั่งยืน เป็นที่ยอมรับของตลาดโลกและเป็นข้อกำหนดของลูกค้าต่างประเทศหลายราย
- Ellen MacArthur Foundation Certification เป็นการรับรองจากมูลนิธิที่เป็นผู้นำด้านเศรษฐกิจหมุนเวียนระดับโลก ช่วยสร้างความน่าเชื่อถือและเป็นที่ยอมรับในวงการธุรกิจ
- ISCC PLUS (International Sustainability and Carbon Certification) คือมาตรฐานสำหรับการติดตามและรับรองความยั่งยืนของห่วงโซ่อุปทาน รวมถึงการคำนวณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
- BPI Certification (Biodegradable Products Institute) ใช้สำหรับบรรจุภัณฑ์ที่ย่อยสลายได้ รับรองว่าผลิตภัณฑ์สามารถย่อยสลายได้จริงในสภาพแวดล้อมที่กำหนด
ตัวอย่างความสำเร็จจริงในไทย

เซ็นทรัล – โครงการคืนกล่องอาหาร
- ปัญหา : ขยะกล่องอาหารจากฟู้ดคอร์ทเยอะมาก
- วิธีแก้ : ตั้งจุดรับคืนกล่องและแยกขยะอัตโนมัติ
- ผลลัพธ์ : รีไซเคิลเพิ่มขึ้น 65% ประหยัดค่าขยะ 2.3 ล้านบาทต่อปี
CP Foods – กล่องอาหารแช่แข็งใหม่
- ปัญหา : กล่องอาหารแช่แข็งเก่ารีไซเคิลไม่ได้
- วิธีแก้ : ทำกล่องจากพืชแทนพลาสติก และมีระบบเก็บคืน
- ผลลัพธ์ : ลดพลาสติก 40% รายได้เพิ่ม 180 ล้านจากขายวัสดุรีไซเคิล
เทสโก้ โลตัส – กล่องใช้ซ้ำได้
- ปัญหา : ลูกค้าต้องการทางเลือกที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
- วิธีแก้ : ร่วมมือกับ TerraCycle ให้ยืมกล่องแทนซื้อ
- ผลลัพธ์ : ลูกค้าเข้าร่วม 50,000+ คน สมาชิกของแบรนด์เพิ่มขึ้น 23%
วิธีวัดผลว่าโครงการสำเร็จหรือไม่

สามารถตรวจสอบได้ง่ายๆ ผ่านกระบวน 3 ด้าน ดังนี้
1. ด้านสิ่งแวดล้อม
- ขยะลดลงกี่เปอร์เซ็นต์?
- รีไซเคิลได้เพิ่มขึ้นเท่าไหร่?
- ลดก๊าซเรือนกระจกได้กี่ตัน?
2. ด้านเงิน
- ประหยัดค่าจัดการขยะเท่าไหร่?
- ขายวัสดุรีไซเคิลได้เงินเท่าไหร่?
- ต้นทุนรวมลดลงเปอร์เซ็นต์ไหน?
3. ด้านลูกค้า
- พนักงานให้ความร่วมมือแค่ไหน?
- ลูกค้าพอใจกับบรรจุภัณฑ์เขียวไหม?
- ชุมชนให้ feedback อย่างไร?
คำแนะนำจากทีมงานหงส์ไทย
ทีมงานหงส์ไทยแนะนำให้ เริ่มเล็กๆ แต่เริ่มเลย อย่ารอให้พร้อมร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะจะไม่มีวันพร้อม
เลือกโครงการง่ายๆ ที่เห็นผลเร็ว เช่น เปลี่ยนกล่องใส่เอกสารเป็นแบบใช้ซ้ำได้ หรือลดขนาดบรรจุภัณฑ์ที่ใหญ่เกินจำเป็น
จำไว้ว่า การวัดผลคือกุญแจสำคัญ ถ้าไม่วัด จะไม่รู้ว่าได้ผลหรือเปล่า เก็บข้อมูลไว้เป็นหลักฐาน และปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง
แนวโน้มอนาคตที่ควรจับตาเกี่ยวกับแนวโน้มอนาคตที่ควรจับตาบรรจุภัณฑ์

5 ปีข้างหน้าจะเป็นอย่างไร ?
- กฎหมายเข้มงวดขึ้น : รัฐบาลไทยและต่างประเทศจะออกกฎหมายเรื่องขยะเข้มข้นขึ้น บริษัทที่เตรียมตัวไว้แต่เนิ่นๆ จะรอดง่ายกว่า
- เงินทุนสีเขียวเยอะขึ้น : ธนาคารและนักลงทุนให้เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำกับโครงการสิ่งแวดล้อม การมี ESG ดีๆ จะช่วยหาเงินทุนง่ายขึ้น
- เทคโนโลยีก้าวหน้าเร็วขึ้น : AI, IoT และ Blockchain จะทำให้ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนง่ายและถูกขึ้น
โอกาสธุรกิจใหม่ๆ
- เปลี่ยนจากขายของเป็นขายบริการ : แทนที่ขายกล่อง ในอานาคตอาจจะมีบริการ “เช่ากล่อง” ลูกค้าใช้เสร็จส่งคืน บริษัทล้างใหม่ให้เช่าต่อ
- ตลาดแลกเปลี่ยนขยะออนไลน์ : มีโอกาสที่จะมีการสร้างเว็บไซต์ที่บริษัท A ที่มีขยะพลาสติกเหลือ หาให้บริษัท B ที่ต้องการพลาสติกเพื่อนำมารีไซเคิล
- ให้คำปรึกษาเรื่องเศรษฐกิจหมุนเวียน : อาจจะมีธุรกิจชนิดใหม่ที่ทำหน้าที่ในการแนะนำวิธีดูแลเศรษฐกิจหมุนเวียนให้ถูกวิธี และยั่งยืนให้กับองค์กรได้
คำถามที่ถามบ่อยๆ
แบบเดิม “ซื้อ-ใช้-ทิ้ง” แบบหมุนเวียน “ซื้อ-ใช้-ใช้ต่อ” ลดขยะและประหยัดเงิน
ที่ทำจากวัสดุเดียว รีไซเคิลง่าย ใช้ซ้ำได้ หรือย่อยสลายเองได้ เช่น กระดาษ แก้ว พลาสติกบางชนิด
ตอนแรกอาจแพงกว่า แต่เมื่อคิดรวมค่าจัดการขยะ ค่าปรับ และประโยชน์ระยะยาวแล้ว มักจะคุ้มกว่า
ทำได้ เริ่มจากเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์ง่ายๆ ก่อน หรือรวมกลุ่มกับบริษัทอื่นเพื่อลดต้นทุน
ดูจากขยะที่ลดลง ต้นทุนที่ประหยัดได้ และความพึงพอใจของลูกค้าที่เพิ่มขึ้น
ขึ้นอยู่กับขนาดโครงการ เฉลี่ย 1-3 ปีสำหรับการเปลี่ยนแปลงเล็กๆ 3-5 ปีสำหรับการเปลี่ยนใหญ่
มีกฎเรื่องขยะอิเล็กทรอนิกส์ ขยะอันตราย และแผนลดพลาสติก รวมถึงภาษีสิ่งแวดล้อมบางผลิตภัณฑ์
73% ของคนไทยพร้อมจ่ายแพงขึ้น 5-15% สำหรับสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่